นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากแหล่งอะแลสกา ประเทศสหรัฐฯเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในระยะยาว เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์การจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศไทย พบว่า ไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 58 %ของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดโดยที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้เพียง60 %ของความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ รวมถึง ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต ดังนั้น ไทยจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้า แอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทำให้แหล่งอะแลสกาถือเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ โดยมีศักยภาพของปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้วในพื้นที่ North Slope กว่า 40 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่สามารถผลิตและส่งออก แอลเอ็นจีได้ 20 ล้านตันต่อปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาถึง 80 ปี มีมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการ44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯและสามารถส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียได้อย่างสะดวกและรวดเร็วผ่านทางมหาสมุทรแปซิฟิกในราคาที่แข่งขันได้ ภายในปี 2574 เนื่องจากเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ ต้นทุนเนื้อก๊าซธรรมชาติต่ำ และสหรัฐฯ มีการใช้เครื่องจักรในการผลิตและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะสามารถขนส่ง มายังไทยได้ภายใน 10-15 วัน ในขณะที่การขนส่งจากแหล่งในตะวันออกกลางใช้ระยะเวลาถึง 20 - 35 วัน ปัจจุบัน โครงการฯ มีความพร้อมที่จะตัดสินใจลงทุน/ดำเนินโครงการ (Final Investment Decision) ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีความพร้อมที่จะประกาศความร่วมมือกับนานาประเทศในระยะเวลาอันใกล้ และมีหลายประเทศได้ให้ความสนใจ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ นอกจากนี้ โครงการผลิต แอลเอ็นจีและท่อส่งก๊าซธรรมชาติยังได้คำนึงในด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดตั้งระบบการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในกระบวนการสำรวจและผลิต จึงถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจ
“การจัดหา แอลเอ็นจีของไทยได้คำนึงถึงเรื่องราคาเป็นสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ยิ่งต้นทุนต่ำ ค่าไฟก็มีราคาถูกลง นอกจากประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมแล้ว ยังดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐหรือ AI, cloud service รวมถึงการขยายตัวของ Data Center โครงการ จัดซื้อแอลเอ็นจีดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพราะมีราคาถูกและการขนส่งใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการซื้อจากตะวันออกกลาง อีกทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งการซื้อ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นหลัก ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาปริมาณของการนำเข้า แอลเอ็นจีดังกล่าวปริมาณ2-5 ล้านตันต่อปี โดยขึ้นอยู่กับราคาและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจา โดยบริษัทผู้ที่ได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) ของไทยอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดของโครงการและพิจารณาความเหมาะสมในเชิงธุรกิจสำหรับการผลักดันความร่วมมือในโครงการ ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ ต่อไป”