กระทรวงพลังงาน เผย แนวโน้มสถานการณ์การใช้และราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุมาจากความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่กลุ่มโอเปกควบคุมปริมาณการผลิต กระทรวงพลังงาน เตรียมพร้อมมาตรการรับมือใช้กลไกกองทุนน้ำมันรักษาเสถียรภาพหากกรณีราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (บี10) สูงเกิน 30 บาท/ลิตร เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้บริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ
นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ยังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวของซีกโลกตะวันตก รวมทั้งยังมีผลกระทบต่อเนื่องจากพายุในสหรัฐฯ ทำให้การผลิตน้ำมันต้องหยุดชะงัก และกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (กลุ่มโอเปก) ได้มีการควบคุมการผลิตน้ำมันดิบ ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้น กระทรวงพลังงาน ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรับมือเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและไม่ให้กระทบกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศ โดยเตรียมใช้มาตรการช่วยเหลือจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ให้มีความผันผวนมากจนเกินไป ซึ่งหากเกิดกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน (B10) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30 บาท/ลิตร ก็จะเข้าไปดูแลราคา ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซล (B10) อยู่ที่ 28.29 บาท/ลิตร
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยัง ได้ติดตามสถานการณ์ของราคาน้ำมันและราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด และขอยืนยันว่า ได้ เตรียม ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าอุดหนุนทันที และขอรณรงค์ให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันดีเซล หันมาเติมน้ำมันดีเซล บี10 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบี7 ถึง 3 บาทต่อลิตร รวมถึงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ได้ให้การช่วยเหลือราคาแอลพีจี โดยตรึงราคาขายปลีกสำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม(กก.) อยู่ที่ 318 บาทต่อถัง (ไม่รวมค่าขนส่ง) ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.2563 เป็นต้นมา
ล่าสุดคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติ ให้คงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มข้างต้นออกไปอีก 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. - 31 ธ.ค. นี้